Tales

จักราชแห่งศิวะนคร (บทที่3)

...เกษรา เกษรา โอ้ นี่ศิวะเทพทรงประทานเจ้ากลับคืนสู่อกพี่แล้วใช่ไหม จงมาเถิดมาหาพี่ พี่รอเจ้าอยู่ในที่ซึ่งเจ้าย่อมรู้ว่าที่ใดมาเถิดน้องพี่เกษราเทวี..

เรายังไม่ได้หลับใชมั้ย เกษราถามตัวเอง เมื่อกี๊เธอได้ยินเสียงเรียกจากผู้ชายคนหนึ่ง มันดังมากจนเธอต้องพยายามลืมตาขึ้นมาทั้งๆที่เธอมั่นใจว่าเธอยังไม่ได้หลับ เสียงเรียกนั้นช่างคุ้นหูเหลือเกิน เกษราเทวี ตอนนี้เธอเริ่มมั่นใจว่าชื่อที่หายไปจากบันทึกนั่นคือชื่ออะไร แต่ทำไมเขาคนนั้นถึงเรียกเธอว่าเกษราเทวีนะ เธอทนนอนสงสัยอยู่ไม่ได้จนต้องลุกขึ้นมาหยิบกระบอกบรรจุบันทึกและเดินออกมาภายนอกแล้วมุ่งไปสู่วิหารเบื้องหน้า

ข้างนอกมีแสงจากตะเกียงอยู่วอบแวมพอให้ได้เห็นทาง เธอเดินเข้าไปสู่ชั้นแรกของมหาวิหารด้วยความความรู้สึกคุ้นเคย แม้บริเวณข้างในจะสลับซับซ้อนเพียงใดเธอก็มั่นใจในที่หมายที่เธอกำลังจะไป เมื่อเธอเดินลึกเข้าไปจนเจอเทวรูปประทับนั่งอยู่เหมือนโบราณสถานที่อื่นๆ แต่ที่แปลกจนเธอแทบลืมหายใจก็คือ ที่ตัวเทวรูปมีแสงสีทองเปล่งประกายออกมาโดยรอบ ความไม่มั่นใจทำให้เธอต้องขยี้ตาตัวเองแต่ภาพนั้นก็ยังไม่หายไป เธอเดินเข้าไปที่เทวรูปนั่นเหมือนคนละเมอ เมื่อมือเธอแตะที่ปิ่นของเทวรูปก็ปรากฏสิ่งอันน่าอัศจรรย์ขึ้น

นั่นก็คือภาพฝันซึ่งเธอเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความฝันแต่มันเป็นภาพที่เธอมองเห็นเหมือนดูโทรทัศน์อยู่ แต่หน้าจอกลับกลายเป็นกำแพงเบื้องหน้าของเธอแทน แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างที่เธอเคยสงสัยก็กลับชัดเจนถูกและประติดประต่อขึ้นทันที เบื้องหน้าภาพของนางกษัตริย์ที่เธอไม่เคยเห็นหน้าก็ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ เพราะนอกจากการแต่งตัวแล้วทุกสิ่งทุกอย่างของเธอผู้นั้นก็เหมือนเธอกำลังส่องกระจกดูภาพตัวเองไม่มีผิดเธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวเธอเองที่โลดแล่นอยู่ในนั้น โลกปัจจุบันตลอด29ปี กลายเป็นแค่ความฝัน ข้างนอกนั่นทุกสิ่งทุกอย่างคือความฝัน แต่สิ่งที่เธอจะเผชิญต่อไปนี้ต่างหากคือความจริง

และแล้วภาพทั้งหมดก็หายไป แสงสว่างจากเทวรูปก็หมดไป พร้อมกับเสียงกำแพงหินรอบตัวเธอลั่นไปหมด เธอรู้สึกว่าใต้ฝ่าเท้าของเธอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและค่อยเบาลง พร้องกับกำแพงหินเบื้องหน้าเธอถูกเลื่อนออกจากกัน เหมือนมีมือของเทพเจ้ามาช่วยเลื่อนหินน้ำหนักเป็นร้อยๆตันออกจากกัน เกษรามั่นใจแล้วว่าเบื้องหลังประตูหินนั่นคืออะไร มีบางสิ่งบางอย่างรอคอนเธออยู่ จากภาพที่เธอเห็นและการคาดเดาของเธอเอง ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะมีอยู่จริง สาเหตุของความเจ็บปวดรวดร้าวใจของเธออยู่ข้างหลังประตูนี้แล้ว เธอกำลังจะได้พบเขา คนที่เรียกเธอมาที่นี่ คนที่เธอรู้จักผ่านความฝันมาตลอด29ปี วันนี้แล้วที่เราจะพบกัน หลังต้องพลัดพรากจากกันมา 2 พันปี วิษณุพรหมนาถ มหากษัตริย์แห่งศิวะนคร...

จบบทที่3


edit @ 2006/11/19 08:20:58

จักราชแห่งศิวะนคร (บทที่2)

และความฝันของฉันก็จบอยู่แค่นั้นทุกที โดยที่ไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของราชินีคู่ราชบัลลังก์พระองค์นั้นเลยสักครั้ง เหมือนมีอะไรสักอย่างมาบังไม่ให้ฉันได้เห็นเธอผู้นั้น

ดอกเตอร์ครับทางข้างหน้านี่เห็นทีเราต้องเดินไปแล้วล่ะครับ เพราะมีซากปรักหักพังอยู่ทั่วไป ถ้าเอาช้างเข้าไปอาจสร้างความเสียหายได้

เสียงคะยิ่นของผู้นำทางชาวเขมรปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์และกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

ถ้าอย่างนั้น อุปกรณ์ที่เอามานั้นจะทำยังไงล่ะคะ

ฉันชี้ไปที่ลังซึ่งบรรจุอุปกรณ์ทันสมัยที่จะใช้ในงานสำรวจในครั้งนี้

ไม่ต้องห่วงครับเดี๋ยวผมจะให้คนงานมาช่วยการหามเข้าไป ดอกเตอร์ไม่ต้องห่วงนะครับงานนี้เดี๋ยวผมคุมไปเอง

คะยิ่นตอบกลับมาอย่างรู้ใจ ทำให้ได้รับรอยยิ้มหวานของนายจ้างสาวตอบแทนกลับไป

ขอบใจมากจ๊ะคะยิ่น งั้นก็ดำเนินการได้เลยนะ

พูดจบก็ลงจากหลังช้างพร้อมทั้งยกเป้หลังส่วนตัวขึ้นมาสะพาย แล้วเดินนำไปก่อนอย่างคนรู้ทิศทางดี เมื่อเดินกันมาได้เกือบชั่วโมง คณะสำรวจทางโบราณคดีทั้งหมดก็เข้ามาสู่ศิวะนครกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินกันเข้ามาถึงใจกลางเมือง ซึ่งมีประสาทหินหลังใหญ่ตั้งอยู่ ดอกเตอร์เกษราก็สั่งให้พักกองและกลางเต๊นท์ของคณะสำรวจให้เรียบร้อยซึ่งก็มีเต็นท์สำหรับนอนพักผ่อนรวมกัน 2 เต๊นท์ใหญ่แบ่งเป็นชายหญิงอย่างละเต็นท์ และเต็นท์สำหรับทำงานและวางอุปกรณ์สำคัญอีก 3 เต๊นท์ใหญ่ คณะสำรวจที่มากันคราวนี้มีนักโบราณคดีทั้งสิ้น11คนรวมทั้งเธอด้วย นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์ร่วมคณะมาด้วยอีก3คน ไม่รวมพวกคนนำทางและลูกหาบอีกกว่า 20 ชีวิต

ทำให้คณะนี้เป็นคณะสำรวจที่มีความพร้อมมากๆทีมหนึ่ง โดยระยะเวลาที่จะทำงานกันที่นี่คือ 180 วันหรือประมาณ 6เดือน โดยเมื่อครบ1เดือนจะมีทีมมาสลับกันทำงานอยู่อย่างนี้จนครบ 6 เดือน

อาจารย์ครับ วันนี้เราจะทำอะไรกันบ้าง

นาธานหนึ่งในลูกศิษย์ที่ติดตามมาด้วยเข้ามาถาม

ฉันว่าวันนี้คงทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะอีก 2 ชั่วโมงแดดก็จะหมดแล้ว เอาเป็นว่าเราจะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและศึกษาเอกสารที่เอามาด้วยให้ดี พรุ่งนี้จะได้เริ่มงานกันจริงๆสักที ดีมั้ย

เกษราหันไปถามความเห็นทุกคนในคณะ และทุกคนก็เห็นด้วยกับเธอ จึงต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนและเตรียมงานที่จะต้องทำกันในวันรุ่งขึ้น เกษราหันไปมองหาผู้ร่วมทีมอีกคน ที่คาดว่ากำลังติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆอยู่ และก็ใช่ ศ.ดร.เซเวอร์รัส ฟิลล์ กำลังยุ่งอยู่กับบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ทางอิเล็กทรอนิคอยู่จริงๆ

เฮ้..ฟิลล์ คุณจะไม่ไปพักผ่อนหน่อยเหรอ

เกษราเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้สนามข้างๆดร.ฟิลล์

ยังล่ะ ผมจะติดตั้งเจ้าเครื่องนี้ให้เสร็จก่อนพรุ่งนี้จะได้ไม่ยุ่ง ว่าแต่คุณเถอะพรุ่งนี้จะเริ่มลุยจากตรงไหนก่อน

เขาพูดขณะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ทำให้เธออดชื่นชมในความขยันของเขาไม่ได้

ฉันว่าจะเริ่มจากวิหารกลางเมืองข้างๆนี่ก่อน เพราะในบันทึกบอกไว้ว่ามันเป็นวิหารที่อยู่ของเทพเจ้าที่ชาวเมืองที่นี่เมื่อกว่า 2000 ปีที่แล้ว เคารพยกย่องเป็นเทพสูงสุดนั่นก็คือพระศิวะ ฉันคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นส่วนที่โดนทำลายน้อยที่สุดจากสงครามถ้ามันมีจริงๆเมื่อ 2000 ปีที่แล้วตามที่บันทึกบอก เพราะยังไงสถานที่ของเทพเจ้าก็ไม่มีใครกล้าจะแตะต้องอยู่แล้ว

ดร.เกษรา บอกหมายการทำงานให้เพื่อนร่วมงานฟัง

อืม ก็ถูกแล้วล่ะที่จะเริ่มจากตรงนี้ก่อนเพราะใกล้กับไซท์งานจะได้สะดวกเวลาติดตั้งเครื่องไม้เครื่องมือ ว่าแต่ว่าคุณศึกษาบันทึกนั่นอย่างละเอียดแล้วนะ มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย

ดร.ฟิลล์ถามอย่างมีน้ำใจ

ฉันคิดว่าฉันจำมันได้ขึ้นใจทุกตัวอักษรเลยล่ะค่ะ แต่ถ้าคุณอยากจะดูบันทึกหนังคนนั่นจริงๆอีกทีก็ได้ค่ะดีเหมือนกันเผื่อมีอะไรตกหล่นจะได้ช่วยกัน

และเธอก็หันไปเปิดเป้ส่วนตัวพร้อมกับหยิบกระบอกไฟเบอร์ขนาดเท่ากระบอกไม้ไผ่ยาวฟุตครึ่งออกมา เปิดฝาออกแล้วดึงเอาแผ่นหนังสีดำผืนหนึ่งซึ่งถูกม้วนอยู่ออกมากางบนโต๊ะสนามตรงหน้า เพื่อให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นได้ดูด้วย ตัวหนังสือโบราญที่คาดว่าน่าจะเกิดจากการใช้ของมีคมกรีดลงบนหนังจนเป็นตัวอักษรเต็มพรืดไปหมดถ้าไม่เพ่งดีๆก็อาจจะมองไม่รู้เรื่อง ตอนแรกที่รู้ว่าหนังผืนนี้เป็นหนังมนุษย์ทุกคนต่างตกใจและประหลาดใจไปตามๆกัน ถ้าคณะนี้ไม่ใช่พวกที่เกิดและเติบโตในโลกที่เจริญแล้วแบบนี้ งานชิ้นนี้ก็อาจไม่ราบลื่นเท่าที่ผ่านมานี้ก็ได้ เพราะเธอเองตอนแรกก็ขนลุกอยู่เหมือนกัน

อืม...พระเจ้าวิษณุพรหมนาถนี้อาจจะเป็นปฐมกษัตริย์ของพระเจ้าสุริยวรมันที่2และพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ก็ได้ ถึงได้สร้างเมืองได้ใหญ่โตและมีรูปแบบคล้ายกันแบบนี้ อีกอย่างในพงศาวดารของเขมรเคยพูดไว้ไม่ใช่หรือว่า ก่อนที่จะมีตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองที่เสียมเรียบหรือเสียมราฐเนี่ยผู้คนได้อพยพมาจากทางเหนือซึ่งที่นี่ก็อยู่ทางเหนือของนครเมืองพระนคร(ยโศธรปุระ) และเมืองพระนครหลวง (นครธม) ไม่ใช่หรือ

คำพูดของนักโบราญคดีสาวชาวสก็อตชื่อเอ็มม่า ซึ่งเพิ่งกลับมาจากการเดินสำรวมบริเวณโดยรอบทำให้ทุกคนต้องอึ้งและคิดกันอีกทีถึงสิ่งที่เธอพูดเพราะก็อาจจะถูกต้อง และเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษากันต่อไป

อืม ก็น่าคิด แต่ระยะเวลามันห่างกันตั้งเป็นพันปีจะหาอะไรมาสนับสนุนก็ยากเพราะที่นี่อายุตั้ง2พันปี แต่ที่นครวัดกับประสาทบายนสร้างมาแค่พันปี แต่เอาไว้เราค่อยๆคิดกันอีกทีแล้วกัน ตอนนี้เรามาช่วยกันดูบันทึกหนังคนผืนนี้ก่อน

ดร.ฟิลล์พูด ทำให้ทุกคนหันกลับมาสนใจข้อความภาษาโบราณในผืนหนังอีกครั้ง

ดีนะที่สลักอักษรเป็นภาษาสันสกฤษโบราญ ไม่งั้นล่ะก็เราคงทำงานกันยากกว่านี้เยอะเลย เพราะนี้เป็นข้อมูลทางอักษรชิ้นเดียวที่เรามีตอนนี้

เอ็มม่าพูด

ก็จริงนะ นี่ก็แสดงว่าถ้านครแห่งพระศิวะนี่เหมือนกับที่บันทึกบอกนี้ ต้องได้รับอารยธรรมมาจากอินเดียแน่นอน สังเกตจากตัวหนังสือที่ใช้และเทพเจ้าที่เคารพกันรวมทั้งชื่อคนสำคัญที่อยู่ในนี้ด้วย มีทั้งวิษณุพรหมนาถ พระเจ้าจักราธิราช

พระเจ้าชเยศวรนาถ พระนางอัมราเทวี และอะไรนะตรงนี่

นักโบราณคดีเลือดฝรั่งเศสผสมเยอรมันชื่อมาเรีย ก็สะดุดเข้ากับช่วงหนึ่งของบันทึก ทำให้ทุกคนต้องสนใจไปด้วย ตรงที่มาเรียชี้เป็นบริเวณที่ผืนหนังถูกพับไว้นานจนร่องรอยของตัวอักษรบางส่วนหายไปเป็นระยะ

รู้สึกจะพูดถึงนางอัปสร เกสร หรือชื่อเกสรอะไรสักอย่างนะ ดูตรงนี้สิตรงนี้ก็มีแต่ตัวหนังสือหายไปช่วงเดียวกัน แย่จริงๆ

ฟิลล์ชี้ให้ทุกคนดูทำให้คนที่นั่งเงียบฟังคนอื่นมานานอย่างดร.เกษรา อดแสดงความคิดเห็นไม่ได้เพราะเหมือนมีอะไรมาสะดุดใจสักอย่างตรงชื่อที่ว่า

จะว่าพูดถึงนางอัปสรก็ไม่น่าใจ เพราะบันทึกผืนนี้เป็นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆในช่วงท้ายของรัชสมัยของวิษณุพรหมนาถ ซึ่งเท่าที่อ่านมามีแต่เรื่องของบ้านเมืองและราชสำนักในช่วงนั้น เรื่องของนางอัปสรซึ่งเกี่ยวกับความงามหรือการร่ายรำต่างๆไม่น่าจะอยู่ในบันทึกผืนนี้

เธอแสดงความคิดเห็น ทำให้คนอื่นต้องคิดตาม เพราะจะว่าไปเธอเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้มากที่สุดในกลุ่มนี้

อีกอย่างตรงนี้เนี่ยน่าจะเป็นชื่อของราชินีหรือคนที่ทรงรักมากที่สุด เพราะตรงนี้เป็นการพูดถึงการจากไปโดยกะทันหันของนางอันพระศิวะประทานลงมาให้คู่กับราชบัลลังก์ ทำให้พระศิวะเจ้าทรงกริ้วและสาปให้เมืองนี้ต้องพินาศลง

ศิวะเทพทรงประทานนางมาไซร์

แต่ไฉนทรงพรากนางไปจากอก

ต้องจำจากพรากไปมิอาจพบ

เป็นกาลจบพินาศภัยแห่งอาณา

ดร.เกรษา ชี้อ่านตามตัวอักษรให้ทุกคนฟัง

เอาเป็นว่าวันนี้เราไปพักผ่อนกันก่อนดีกว่า วันอื่นค่อยมาคิดกันถึงนางกษัตริย์คู่บัลลังก์ของวิษณุพรหมนาถองค์นี้กันอีกที พรุ่งนี้จะได้ลงมือทำงานกันแต่เช้า

ดร.ฟิลล์เป็นคนสรุปก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน เหลือแต่ผู้พูดเองกับผู้ชำนาญทางด้านศิวะนครศาสตร์

เกรซ ผมรู้ว่าคุณทุ่มเทกับเรื่องนี้มาก แล้วก็ดีใจมากด้วยที่ได้ทำงานกับคุณ แต่อย่าเครียดเกินไปเลย วันนี้ตั้งแต่ออกจากเสียมราฐมาผมเห็นคุณเครียดอยู่ตลอดเวลาซึ่งผมอาจจะดูผิดไปก็ได้ ยังไงคุณไปพักผ่อนดีกว่านะ พรุ่งนี้พบกัน

พูดจบเขาก็เดินออกไป เพื่อเข้าไปพักผ่อนที่เต็นท์ของคณะ ส่วนเกษราก็เริ่มม้วนเก็บผืนหนังเข้ากระบอกเหมือนเดิม วันนี้เธอก็รู้สึกแปลกๆเหมือนที่ฟิลล์บอกจริงๆนั่นแหละ มันเหมือนเธอเดินเข้ามาในที่ซึ่งมีม่านหมอกปกคลุมไปทั่วทำให้เธอรู้สึกอึดอัด อยากจะระบายออกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งซึ่งเธอก็ยังคิดไม่ออก อีกอย่างช่วงนี้เธอฝันถี่เหลือเกิน ทุกภาพเหมือนจะยิ่งชัดเจน เหมือนเธอจะเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆด้วยอย่างไรอย่างนั้น เธอเหนื่อยเต็มทีสำหรับวันนี้เห็นทีต้องไปพักผ่อนอย่างที่เพื่อนบอกจริงๆ

แล้วเธอก็เดินเข้าเต็นท์ของผู้หญิงโดยเตียงสนามของเธออยู่ริมสุดติดประตูพอดี ทุกๆคนในนี้กำลังเตรียมตัวเข้านอนกันแล้ว เพราะตอนนี้แสงแดดก็หมดไปแล้วทำให้ทำอะไรไม่สะดวก อีกอย่างที่นี่เราพยายามเก็บพลังงานฟ้าไว้ใช้ในงานสำรวจทำให้ไม่อยากหมดเปลืองโดยใช่เหตุ...

จบบทที่2


edit @ 2006/11/18 23:45:52

จักราชแห่งศิวะนคร(บทที่1)

ท้องฟ้าวันนี้ดูสดใสหากบางคราก็มืดครึ้มด้วยเมฆฝน สายพิรุณที่โปรยปรายลงมาเป็นครั้งคราวช่วยทำให้พวกเราได้เย็นฉ่ำบ้างแม้เพียงชั่วขณะ...

เปลวแดดอันร้อนระอุฝุ่นจากดินลูกรัง กับแรงโยกคลอนเกือบตลอดเวลาบนหลังช้าง มิได้ทำให้พวกเราย่อท้อเลยแม้แต่น้อย อีกไม่นานเวลาที่รอคอยก็จะมาถึง เบื้องหน้าของฉันคือเทือกเขาพระศิวะ ที่ซึ่งเรากำลังจะตัดตรงเพื่อเข้าสู่ดินแดนแห่งเทพเจ้าเมื่อกว่า 2000 ปีที่แล้ว ศิวะนครดินแดนลึกลับซึ่งยังไม่เคยถูกเปิดเผยสู่โลกภายนอก คณะของเราเป็นทีมแรกที่จะได้เข้าไปพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ตระการตาน่าอัศจรรย์ใจของศาสนสถานโบราณอายุนับพันปี

กว่า 5 ปีของความพยายามที่จะนำตัวเองเข้ามาอยู่ในคณะสำรวจนี้ของฉัน ทำให้ฉันมิอาจคลาดสายตาไปจากสิ่งต่างๆรอบด้านนี้ได้เลย

.

กว่า 29 ปีแล้ว ที่ฉันต้องตื่นขึ้นมายามค่ำคืน พร้อมความรู้สึกเจ็บร้าวในอกเหมือนดั่งมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบขย้ำหัวใจของฉันอยู่ หลับตาลงครั้งใดภาพความฝันนั้นยังคงแล่นลิ่วเหมือนดังวีดีโอที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพความพินาศย่อยยับของมหานครหนึ่งซึ่งแวดล้อมไว้ด้วยขุนเขาสูงใหญ่รอบทิศ เบื้องบนท้องฟ้ากลับกลายสีแดงดังสายเลือด แร้งฝูงใหญ่กำลังบินโฉบอยู่ไปมาเหมือนดังเฝ้ารออะไรสักอย่าง เบื้องล่างทั่วทั้งเมืองกำลังเกิดกลียุค พระเพลิงกำลังโหมลุกไหม้ ผู้คนกำลังรบราฆ่าฟันกันจนเลือดนั้นนองไปทั่ว กลิ่นคาวของเลือดยังเหมือนติตรึงอยู่ที่ปลายจมูก

แต่อีกด้านของความฝันภาพเหล่านักรบ ข้าราชบริพาร นางกำลังทั้งหลายกำลังเดินแห่ไปรอบเมือง กลางขบวนคือเสลี่ยงทองคำประดับประดาไปด้วยอัญมณีน้อยใหญ่กำลังส่องประกายต้องแสงอาทิตย์ บนเสลี่ยงทองคำคือบรุษหนึ่งผู้ทรงเครื่องเยี่ยงมหากษัตริย์ เกราะทองคำประดับเพชรหลอกล้อแสงสุริยันต์ บนพระเศียรคือพระมหามกุฏประดับยอดด้วยทับทิมเม็ดใหญ่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความงดงามของบรรดาเครื่องทรงทั้งหลายยังมิอาจเทียบได้กับผู้ทรงเองซึ่งมีพระพักตร์งดงามดั่งผู้จุติมาจากสวรรค์ ทั่วทั้งพระองคาพยพเปล่งประกายเหมือนดั่งทองทา และบนพระแท่นเบื้องขวาของพระองค์นั้นก็มีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่เคียงคู่นางฉลองพระองค์เยี่ยงราชินีขอมโบราณ พระภูษาสีทองอร่าม บนพระเศียรมีมงกุฎประดับไปด้วยเพชรเม็ดโตอยู่ตรงกลาง เครื่องสนิมพิมพางามระยับอยู่ทั่วทั้งกายา ทั้งสร้อยพระศอ สร้อยพระกร พระสังวาล และพระธำมรงค์ และดูเหมือนว่านางจะทรงเป็นที่สนิทเสน่หายิ่งนักเพราะตลอดเวลานั้นองค์กษัตริย์ทรงโอบพระอังสาอยู่มิคลาย ประชาชนไพร่ฟ้าต่างแซ่ซ้องสรรเสริญอยู่โดยรอบเมื่อขบวนเสด็จผ่าน

และแล้วเมื่อขบวนเสด็จดำเนินมาถึงยังปลายบันไดทางขึ้นประสาทราชมณเทียรอันโอฬารตระการตา เสาแต่ละต้นสูงใหญ่เหมือนดังจะตั้งตระหง่านไปได้อีกแสนปีข้างหน้า หินแกะสลักรูปเทพเจ้าทั้งหลายยืนอยู่เหมือนจะคอยปกปักรักษาสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ไปชั่วกาลนาน เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงชั้นบนสุดก็มีเหล่าพยุหเสนาออกมารับเสด็จ...

จบบทที่1


edit @ 2006/11/18 23:28:54
edit @ 2006/11/18 23:32:40
edit @ 2006/11/18 23:34:56
edit @ 2006/11/18 23:37:35
edit @ 2006/11/18 23:46:45